กะทิ
ข้อมูลและคำแนะนำสำหรับการเลือกซื้อและปรุงอาหาร
🛒 ซื้อวัตถุดิบนี้ได้ที่
💡 กะทิได้จากการคั้นมะพร้าวขูดกับน้ำ เป็นวัตถุดิบที่ทำหน้าที่มอบความ "มัน" (Richness) และความ "นวล" (Creaminess) ให้กับอาหาร ไม่ต่างจากครีมหรือนมในอาหารตะวันตก แต่มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
1. คุณลักษณะและรสสัมผัส
ความมันและความหอม: กะทิมีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งให้รสสัมผัสที่หนักแน่นและนุ่มละมุน พร้อมกลิ่นหอมสดชื่นของมะพร้าว
ลำดับความเข้มข้น: * หัวกะทิ (Coconut Cream): ส่วนที่เข้มข้นที่สุดจากการคั้นครั้งแรก มีไขมันสูง เหมาะกับการทำหน้าขนมหรือแกงที่ต้องการความข้น
หางกะทิ (Thin Coconut Milk): ส่วนที่ได้จากการคั้นครั้งต่อๆ ไปโดยผสมน้ำ มีลักษณะใสกว่า เหมาะสำหรับใช้ต้มเนื้อสัตว์หรือเป็นเบสน้ำซุป
ตัวทำละลายรสชาติ: กะทิช่วยดึงรสชาติของสมุนไพรและเครื่องแกงให้โดดเด่นและกลมกล่อมขึ้น
2. การใช้งานในเมนูต่างๆ
อาหารคาว (Savory): ใช้ในแกงกะทิต่างๆ (เช่น แกงเขียวหวาน, พะแนง) โดยหัวกะทิจะถูกนำไป "เคี่ยวให้แตกมัน" เพื่อดึงกลิ่นหอมของเครื่องแกงออกมา
ขนมหวาน (Desserts): เป็นส่วนประกอบหลักในขนมไทยเกือบทุกชนิด เช่น ข้าวเหนียวมะม่วง, ลอดช่อง หรือบัวลอย เพื่อให้รสสัมผัสที่หวานมันตัดกับความเค็มเล็กน้อย
เครื่องดื่ม (Beverages): ปัจจุบันนิยมใช้กะทิเป็นทางเลือกแทนนมวัว (Dairy-free) ในกาแฟ สมูทตี้ หรือค็อกเทลอย่าง Piña Colada
3. เทคนิคสำคัญ
การแตกมัน (Splitting): ในการทำแกงไทย การเคี่ยวหัวกะทิจนไขมันแยกตัวออกมา (แตกมัน) จะช่วยให้เครื่องแกงมีกลิ่นหอมและมีสีสันที่สวยงามบนหน้าแกง
การป้องกันกะทิคืนตัว: เมื่อปรุงอาหารเสร็จไม่ควรปิดฝาหม้อทันทีขณะที่กะทิยังร้อนจัด เพราะจะทำให้กะทิแยกชั้นหรือ "เป็นลูก" (Curdling)
ความสะอาด: กะทิสดเสียได้ง่ายมาก ควรเก็บในตู้เย็นและใช้งานให้หมดภายในวันเดียว หรือเลือกใช้กะทิกล่อง (UHT) เพื่อความสะดวก